พรีวิวแกะกล่อง Pebble Time สมาร์ทวอทช์รุ่นสองที่มาพร้อมจอสี จากโครงการบน KickStarter

ช่วงนี้ก็น่าจะถือเป็นช่วงเวลาแห่งสมาร์ทวอทช์ สมาร์ทแบนด์จริงๆ ครับ เพราะเราได้เห็นแต่ละยี่ห้อออกมากันรัวๆ ไม่ว่าจะแบรนด์ใหญ่ที่ทำสมาร์ทโฟนมาอยู่แล้ว แบรนด์นาฬิกาที่ก็เริ่มหันมาจับตลาดนี้ตามยุคสมัย รวมไปถึงบริษัทหน้าใหม่ที่จะเรียกเป็นบริษัทอินดี้ก็ว่าได้ ต่างก็ลงมาจับตลาดนี้ เพื่อหวังจะเกิดสปาร์คติดลมบน แล้วกลายเป็นรายใหญ่ในตลาดไปเลย ซึ่งหลายๆ ท่านก็คงพอคุ้นกันอยู่บ้างในแบบหลังสุด กับนาฬิกา (และบริษัท) ที่มีชื่อว่า Pebble ที่จัดว่าเป็นผู้บุกเบิกสมาร์ทวอทช์กันเลยทีเดียว และล่าสุด Pebble ได้ส่งรุ่นสองออกมาทำตลาดแล้วครับ ในชื่อว่า Pebble Time

ซึ่งเจ้า Pebble Time นี้ ทาง Pebble ได้เปิดเป็นโปรเจ็กท์ระดมทุนบน เว็บไซต์ Kickstarter และก็สามารถระดมทุนได้สูงถึง $20,338,986 (ราวๆ 6.88 หมื่นล้านบาท) เลยทีเดียว ส่วนตัวผมเองก็ร่วมลงขันไปด้วยเช่นกัน และก็ลงเงินไปในระดับที่จะได้นาฬิกา Pebble Time มาใช้ด้วยเรือนนึง คิดเป็นเงินก็อยู่ที่ $159 หรือประมาณ 5,300 บาท ส่วนค่าส่งมาไทย ถ้าส่งแบบปกติก็อยู่ที่ประมาณ 300 กว่าบาทครับ แต่ต้องใช้เวลาส่งร่วมเดือน ซึ่งตอนแรกทาง Pebble เคลมว่าจะเริ่มจัดส่งได้ภายในเดือนพฤษภาคม ผมกะว่าอยากจะให้มันมาส่งก่อนไปเที่ยวไต้หวันช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เลยยอมจ่ายเพิ่มเกือบพันเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบส่งด่วนพร้อมจ่ายเป็นค่าภาษีนำเข้าไปด้วยในตัว นำส่งโดย DHL (ถ้าเลือกส่งแบบฟรี มีสิทธิ์เสี่ยงที่จะโดนเรียกเก็บภาษีตอนเข้าไทยเหมือนกัน)

แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ทัน เพราะมันเพิ่งมาถึงมือผมวันนี้เอง อดลองใส่เดินเที่ยวเลย T T

หน้าตากล่องก็จะมาเป็นแบบกล่องแบนๆ ยาวๆ ข้างนอกเป็นกระดาษรีไซเคิล สกรีนติดไว้ว่า It’s Time ส่วนภายในก็จะมีโครงเป็นกระดาษแข็งสีขาวคอยป้องกันอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจอจะแตกก่อนนำส่งถึงมือเลยครับ บรรจุภัณฑ์มันค่อนข้างแน่นหนาจริงๆ อุปกรณ์ภายในที่ให้มาก็มีแค่สาย USB ที่ฝั่งหนึ่งเป็นหัวสำหรับชาร์จไฟ Pebble Time โดยเฉพาะ ถ้าหายก็สั่งซื้อใหม่จากหน้าเว็บ Pebble สถานเดียว แล้วก็มีเอกสารคู่มืออีกนิดหน่อย

ของตัวผมเองเป็นผู้ร่วมสนับสนุนลำดับที่ 10xxx ก็เริ่มได้ของแล้ว ใครที่ได้เลขใกล้ๆ กันนี้ก็น่าจะเริ่มได้ของกันแล้วนะครับ ลองเช็คให้ดี

หน้าตาของ Pebble Time ก็เป็นแบบนี้เลย ของผมเองสั่งเป็นสีดำมา กระจกเป็นกระจกกันรอย ขอบสีเทาเข้มทำจากพลาสติกขัดผิว ให้ความรู้สึกคล้ายเซรามิค ส่วนจอนั้น ไม่ใช่จอสัมผัสนะครับ อย่าเผลอถูๆ ไถๆ ล่ะ สำหรับหน้าปัดนาฬิกานั้น เนื่องด้วยมันเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ทำอะไรได้ค่อนข้างหลากหลาย มันจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ อันนี้ผมก็ลองเปลี่ยนเป็นแบบ Enigma ดู ตอนแรกๆ ก็งงนิดหน่อยนะ ดูไปซักพักก็ชินเอง

พูดถึงเรื่องจอ นี่ก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Pebble Time เลยทีเดียว เพราะ Pebble รุ่นแรกยังใช้เป็นจอขาวดำ แต่มาในรุ่น Time ที่เป็นรุ่นสอง มันได้เปลี่ยนมาเป็นจอ e-paper แบบสีแล้ว ซึ่งข้อดีของจอแบบ e-paper คือมันกินไฟต่ำมาก แถมเรื่องของแอนิเมชัน การเคลื่อนไหวบนจอก็ได้รับการพัฒนาให้ทำได้ดี ไม่มีกระตุกแล้วด้วย และอีกข้อที่เรียกว่าเหนือกว่านาฬิกาสมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่ในตลาดเลยก็คือ หน้าจอมันจะติดอยู่ตลอดเวลา (always on) เหมือนนาฬิกาจริงครับ ไม่ต้องมากดปุ่ม หรือยกแขนให้ได้ระดับให้หน้าจอติดมาเพื่อดูเวลาอีกแล้ว อันนี้ต่อให้ถอดแล้ววางไว้เฉยๆ ก็เหลือบดูเวลาได้เลย นี่ซิ ถึงจะเรียกว่านาฬิกาจริงๆ

โดยตัวของ Pebble Time นั้นจะแบ่งเป็นสองรุ่นหลักๆ คือ Pebble Time ปกติที่ผมสั่งมา กับ Pebble Time Steel ที่ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล แข็งแรงกว่า หรูกว่า และก็ราคาสูงกว่าด้วย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 8,400 บาท (สูงกว่าตัวนี้ร่วม 3,000 บาท) ซึ่งจะเริ่มได้ของในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้เป็นต้นไป

เรื่องของข้อแตกต่างระหว่าง Pebble Time กับ Pebble Time Steel นอกจากตัวเรือนและราคาแล้ว ยังมีอีกนิดหน่อยคือเรื่องแบตเตอรี่ครับ โดย Pebble Time ปกติ แบตจะอยู่ได้อย่างต่ำ 7 วัน ส่วน Steel จะอยู่ได้อย่างต่ำ 10 วัน !! ซึ่งถึงแม้ Pebble Time ธรรมดาจะเป็นรุ่นล่าง แต่บอกเลยว่าระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่แซงหน้าสมาร์ทวอทช์หลายตัวในตลาดขาดลอย รุ่นอื่นนับการใช้งานเป็นวัน อันนี้แทบจะนับการใช้งานเป็นสัปดาห์ได้เลย จุดนี้น่าจะโดนใจผู้ใช้นาฬิกาปกติได้อยู่เหมือนกันนะ

ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Pebble Time ก็มีดังนี้ครับ

หน้าจอ e-paper ขนาด 1.25 นิ้ว มีไฟ LED Backlight

รุ่นปกติเป็นสายยาง รุ่น Steel เป็นสายหนังกับสแตนเลสสตีล

ตัวเรือนของรุ่น Steel ทำมาจากสแตนเลสสตีล CNC 316L

มีไมโครโฟน ระบบสั่งงานด้วยเสียงในตัว เช่นใช้สั่งพิมพ์ข้อความ (ยังใช้งานได้กับมือถือ Android เท่านั้น)

มีมอเตอร์สั่นในตัว

มีเซ็นเซอร์วัดแสง มีเซ็นเซอร์ 3D accelerometer

ใช้งานร่วมกับ Misfit และ Jawbone ได้

กันน้ำได้ 30 เมตร ใส่ว่ายน้ำได้

สามารถถอดสายเปลี่ยนได้ ใช้สายขนาด 22 มิลลิเมตรมาตรฐาน

มีแอพพลิเคชันให้ติดตั้งได้ เปลี่ยนลายหน้าปัดนาฬิกาได้ (มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 6,500 แอพ/แบบให้ใช้งาน)

ทำงานได้กับ iOS 8 และ Android 4.0 ขึ้นไป

เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.0

รุ่นปกติมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ-สายดำ, ขาว-สายขาว และดำแดง-สายแดง ขนาดตัวเรือน 40.5 x 37.5 x 9.5 มิลลิเมตร

รุ่น Steel มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ-สายหนังดำ, เงิน-สายสแตนเลสเงิน และทอง-สายหนังแดง ขนาดตัวเรือนเท่ากัน ยกเว้นความหนาที่ 10.5 มิลลิเมตร

นอกจากนี้ยังมีเปิด API ให้นักพัฒนาสามารถเขียนแอพ เขียนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อเอาลง Store ได้ด้วย ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าจับตามองเลยนะ

กลับมาดูตัวเรือนกันต่อครับ เท่าที่ลองจับๆ ดู บอกเลยว่าเบามากๆ ลองชั่งน้ำหนักแล้วอยู่ที่ประมาณ 42 กรัมเท่านั้น ที่ด้านข้างจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ปุ่ม เริ่มจากปุ่มทางซ้ายที่มีปุ่มเดี่ยวๆ (รูปขวาบน) อันนี้เป็นปุ่ม Power กดค้างเพื่อเปิด/ปิด ทั้งยังใช้เป็นปุ่มย้อนกลับด้วย ส่วนอีกสามปุ่มทางขวานั้น (ภาพซ้ายล่าง แต่มันกลับหน้าหลังอยู่) ปุ่มบนเป็นปุ่มกดขึ้น/ย้อนดู timeline ในอดีต ปุ่มกลางคือปุ่มตกลง/ปุ่มเข้าเมนู ส่วนปุ่มล่างสุดเป็นปุ่มกดลง/ดู timeline ที่จะมาถึง ซึ่งเรื่องของ timeline นี่ไว้รอจัดเต็มในรีวิวนะครับ

ส่วนด้านหลังตัวเรือนก็จะเป็นพลาสติกที่มีความโค้งมนเข้ากับข้อมือเป็นอย่างดี สำหรับใครที่ร่วมลงทุนในรอบของบนเว็บ Kickstarter ก็จะมีสกรีนติดมาว่าเป็นรุ่นพิเศษสำหรับ KickStarter Backer ด้วย ส่วนใครที่เคยร่วมลงทุนไปกับ Pebble รอบแรกมาก่อนแล้วจะยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก เพราะจะได้สกรีนว่าเป็นรุ่น Champion เลยทีเดียว (แต่ระบบ ตัวเรือนส่วนอื่นๆ เหมือนกันหมดนะ) ส่วนใครที่อยากจะซื้อทีหลัง ก็รอกันอีกหน่อยครับ เดี๋ยวก็มีมาให้สั่งซื้อกันได้เหมือนเดิม แต่จะเป็นรุ่นธรรมดาไม่มีสกรีนอะไร และขายในราคาปกติ ดังนี้

Pebble Time จะขายจริงที่เรือนละ $199 (ประมาณ 6,700 บาท)

Pebble Time Steel จะขายจริงที่เรือนละ $299 (ประมาณ 10,100 บาท)

จะเห็นว่าคนที่ร่วมเสี่ยงลงทุนในโปรเจ็กท์ KickStarter กับ Pebble จะได้ราคาที่พิเศษกว่าราคาขายทั่วไปในภายหลัง ทั้งยังได้ความพิเศษเหนือกว่ากันนิดหน่อยด้วย (แต่ก็เสี่ยงว่าจะได้ของช้า ไม่ได้ของเลย หรือได้ของที่ไม่ตรงตามที่คาดหวังอยู่เหมือนกัน)

สำหรับการชาร์จไฟ Pebble Time ที่ตัวเรือนจะมีขั้วทองเหลือง กับขั้วแม่เหล็กสำหรับยึดตัวเรือนกับขั้วชาร์จอยู่ เท่าที่ลองใช้ ผมว่ามันก็ยึดได้ไม่แน่นเท่าไหร่นะ ขยับนิดเดียวก็หลุดแล้ว และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าที่สายจะมีหมุดสีเงินเล็กๆ อยู่ หมุดนี้คือตัวช่วยถอดสลักยึดสายกับตัวเรือนออกครับ ทำให้สามารถถอดสายได้ง่ายขึ้น

เทียบขนาดหน้าปัดกับนาฬิกาผู้ชายขนาดปกติครับ ขนาดเล็กกว่ากันนิดหน่อยนะ

เรื่องความสว่างหน้าจอ อันนี้บอกเลยว่าเด็ดจริงครับ เพราะมันจะปรับระดับความสว่างให้สัมพันธ์กับแสงจริงๆ ในขณะนั้น ถ้าอยู่ในบ้าน ในห้องก็จะลดความสว่างลงมาหน่อย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเพราะตัวเทคโนโลยีจอ e-color ที่ยิ่งแสดงผลได้ดีเมื่อมีแสงภายนอกมาตกกระทบ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าตอนอยู่ในบ้าน หน้าจอมันมืดไปหน่อย ส่วนเวลาใช้กลางแจ้งนี่ทำได้ดีมากๆ สามารถมองได้ชัดกว่าจอสมาร์ทโฟนซะอีก สำหรับในหน้าตั้งค่าก็มีให้เลือกแค่ว่าจะเปิดหรือปิดไฟ backlight หรือเปล่า อันนี้ผมแนะนำว่าเปิดตลอดเวลาไปเลยก็ได้นะ

ภาพชุดข้างบนนี้ก็เป็นการลองเล่น 3 ปุ่มครับ ปุ่มบนสุดดู timeline ที่ผ่านไปแล้ว อย่างในภาพแรกก็เป็นการแจ้งเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น พร้อมสภาพอากาศเมื่อเช้า (ที่ฝนตกหนัก) ภาพที่สองคือเมื่อกดปุ่มล่าง ดู timeline ที่กำลังจะมือถึงของภายในวันนี้ คือดวงอาทิตย์จะตกตอน 6:44 น. ส่วนภาพที่สามก็เป็นตารางนัดหมายจากในปฏิทินของวันพรุ่งนี้ครับ ก็บอกเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดใคร มีนัดอะไรบ้าง เป็นต้น

อันนี้ก็เป็นพวกหน้าจอการตั้งค่าต่างๆ ก็มีเมนู about ให้เช็คเวอร์ชันและอัพเดตเฟิร์มแวร์ได้ ภาพสองคือหน้าจอการเปลี่ยนหน้าปัด Pebble Time (เปลี่ยนจากแอพในมือถือก็ได้) ส่วนภาพที่สามก็เป็นตัวอย่างการใช้แอพ Swarm บนนาฬิกา ก็จะมีการแจ้งว่าบริเวณใกล้ๆ นั้นมีสถานที่ใดบ้าง และสามารถกดเช็คอินได้ด้วย

เซ็ตนี้ก็เป็นตัวอย่างการแจ้งเตือนจากแอพบนมือถือ ที่ส่งมาบน Pebble Time เท่าที่ผมลองดูแล้ว แอพหลักๆ ก็แสดงหมดนะ พวก Facebook, Facebook Messenger, LINE, Instagram, Gmail ติดตรงที่มันไม่สามารถแสดงภาษาไทยได้นี่แหละ พอเจอข้อความภาษาไทยก็กลายเป็นตัวสี่เหลี่ยมไปเลย แต่ดูแล้วน่าจะมีอัพเดต หรือมีคนทำแพทช์แก้ได้ภายหลังเหมือนกับตัว Pebble รุ่นแรกครับ เลยไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่

ส่วนการตอบกลับการแจ้งเตือนนั้น หลักๆ ก็เป็นการกดลบทิ้งไป ส่วนถ้าจะตอบ ก็สามารถพูดเพื่อเป็นการสั่งพิมพ์ตอบกลับไปได้เหมือนกัน ไว้จะรีวิวให้ชมกันอีกทีนะ